สะตอฟอร์ยู ::: สนับสนุนให้คนใต้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น!!!

แลใต้

แกล้งดิน พระอัจฉริยภาพด้านดิน-น้ำ แก้จนยั่งยืน ที่ “ศูนย์ฯ พิกุลทอง” จ.นราธิวาส

by sator4u_team @October,20 2016 02.20 ( IP : 223...208 ) | Tags : แลใต้ , ในหลวงของชาวปักษ์ใต้

อย่างที่อำเภอตากใบ ก็มีปัญหานี้ ชาวบ้านทำได้แค่ปลูกพืชได้เป็นหย่อมๆ ผลผลิตไม่ดี ปลูกข้าวได้ไร่ละไม่ถึง 10 ถัง ก็ได้นำความรู้เรื่องแกล้งดินไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จนเขียวขจีไปทั้งพื้นที่



 คำอธิบายภาพ : 14650626_856204501183620_2359944710945133283_n


“ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้ง และศึกษาวิธีการแก้ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษา ทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชที่ทดลองควรเป็นข้าว - พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ วันที่ 16 กันยายน 2527”



 คำอธิบายภาพ : pic5844c7719eab4pic5


“แกล้งดิน” ต้นแบบการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวเพื่อปลูกพืช การทำเกษตรยั่งยืนตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่



แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว หรือดินเป็นกรด โดยมีการขังน้ำไว้ในพื้นท ี่จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้ดินเปรี้ยวจัด จนถึงที่สุด แล้วจึงระบายน้ำออกและปรับสภาพฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดินมีสภาพดีพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้


ในโลกนี้มีพระมหากษัตริย์ประเทศไทยพระองค์เดียวที่ลงมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องดิน...สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำคือการแก้ปัญหาเรื่องการทำการเกษตร โดยเน้นเรื่องทรัพยากร ถ้าแก้ปัญหาเรื่องดิน ทำให้ดินให้ผลผลิตได้ ได้สูง ก็จะแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้


อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า เวลาที่เสด็จทรงงานในที่ต่างๆ ราษฎรก็จะมาถวายฎีกา กราบบังคมทูลเรื่องความทุกข์ยาก ปัญหาในการทำมาหากินไม่ได้ ผลผลิตตกต่ำ พระองค์ท่านก็ทรงหาสาเหตุ...ขาดน้ำก็ให้ทำเรื่องน้ำเอาน้ำมาช่วย มีปัญหาเรื่องดินท่านก็ทรงคิดหาวิธีที่จะแก้ได้อย่างไรบ้าง


กลไกการทดลอง หาวิธีแก้ปัญหา ผ่านทางศูนย์ศึกษาการพัฒนา ที่มีอยู่ 6 แห่งทั่วประเทศ ที่พระองค์ท่านทรงตั้งไว้ พอแก้ได้ก็นำผลการ ศึกษาไปแก้ปัญหากับราษฎร


โครงการ แกล้งดิน แก้ปัญหาดินเปรี้ยวงานทุกอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำก็คือการแก้ปัญหาให้กับราษฎรที่มีปัญหาเรื่องการทำกิน เรื่องความเดือดร้อนทั้งนั้น ในปี 2555 พระองค์ท่านก็ได้รับเหรียญ นักวิทยาศาสตร์ทางดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ


ยกตัวอย่างแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ทรงให้ศึกษาที่แปลงแกล้งดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ปกติดินเปรี้ยวจะเกิดโดยธรรมชาติเป็นกรดกำมะถัน ถ้าน้ำท่วมขังไม่เป็นไร แต่พอน้ำแห้งก็จะเกิดกรดจนกระทั่งดินไม่สามารถปลูกอะไรได้


ปัญหาดินเปรี้ยว พระองค์ท่านอยากจะรู้ว่าดินจะเปรี้ยวได้มากที่สุดแค่ไหน ก็เลยให้กรมพัฒนาที่ดินศึกษาเร่งการเปรี้ยวของดิน เรียกว่าการแกล้งดินให้เปรี้ยวให้มากที่สุด จนกระทั่งไม่มีพืชอะไรขึ้นได้ หญ้าก็ไม่ขึ้นแล้ว จากนั้นก็รับสั่งให้ศึกษาวิธีที่จะแก้ดินที่แย่สุดๆ เปรี้ยวสุดๆให้กลับมาปลูกพืชได้


วิธีการต่างๆที่ทำ เอาน้ำจืดมาล้าง เอาปูนมาใส่ และพยายามหาทางแก้ทุกวิธีจนกระทั่งดินที่ปลูกพืชอะไรก็ไม่ขึ้น สามารถกลับมาปลูกพืชเหมือนกับดินธรรมดาได้

“แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ช่วยเกษตรกร พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า นี่คือ "ดินโกรธ เราก็ต้องหาน้ำมาให้ดินทำงาน ดินหายโกรธ ดินก็จะทำงาน" แล้วก็เอางานที่ได้จากการศึกษาไปขยายผลในพื้นที่ของเกษตรกรจริงๆที่มีปัญหาดินเปรี้ยวอื่นๆ


อย่างที่อำเภอตากใบ ก็มีปัญหานี้ ชาวบ้านทำได้แค่ปลูกพืชได้เป็นหย่อมๆ ผลผลิตไม่ดี ปลูกข้าวได้ไร่ละไม่ถึง 10 ถัง ก็ได้นำความรู้เรื่องแกล้งดินไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จนเขียวขจีไปทั้งพื้นที่


ทรงรับสั่งว่า ...


"อันนี้สิ เป็นชัยชนะ ที่ประชาชน ราชการทำงานร่วมกันจนแก้ปัญหาได้"



 คำอธิบายภาพ : 559000010832302


แกล้งดิน หมายถึง กระบวนการเร่งปฏิกิริยาเคมีในดินซึ่งมีศักย์หรือความพร้อมจะเป็นดินเปรี้ยว ให้เปรี้ยวรุนแรงมีกรดจัด จากนั้นจึงปรับปรุงโดยเติมปูนขาวหรือด่าง ร่วมกับการใช้ระบบชลประทานนำน้ำมาเจือจางดินเปรี้ยวจนสามารถเพาะปลูกได้



เป็นแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗ เพื่อการทดลองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


เมื่อได้ผลแล้วจึงนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เช่น พรุในจังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ดินเปรี้ยวในจังหวัดนครนายก เป็นต้น การแกล้งดิน คือการเร่งปฏิกิริยาเคมีของดินที่มีแร่กำมะถัน หรือสารประกอบไพไรต์ (Pyrite) โดยทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน เมื่อดินแห้งสัมผัสกับอากาศ ทำให้แร่กำมะถันกลายเป็นออกไซด์ของเหล็กและซัลเฟต เมื่อทำให้ดินเปียกซัลเฟตผสมกับน้ำกลายเป็นกรดอีกครั้ง เมื่อดินถูกแกล้งสลับไปมาจนกลายเป็นดินที่เปรี้ยวรุนแรงหรือเป็นกรดจัด จากนั้นจึงปรับปรุงดินโดยเติมฝุ่นปูนซึ่งเป็นด่าง ร่วมกับการใช้ระบบชลประทานควบคุมระดับน้ำใต้ดินและนำน้ำมาเจือจางดินเปรี้ยวจนสามารถเพาะปลูกข้าว พืชไร่เช่น ข้าวโพด ผลไม้เช่นเสาวรสและเลี้ยงปลาเช่นปลานิลได้


แนวพระราชดำริแกล้งดินมาจากการเลียนแบบสภาพธรรมชาติของพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีฤดูแล้ง ๔ เดือน ฤดูฝน ๘ เดือน การทดลองใช้วิธีร่นระยเวลาช่วงแล้งและช่วงฝนในรอบปีให้สิ้นลง ปล่อยให้ดินแห้ง ๑ เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน ๒ เดือน ปีหนึ่งจึงมีภาวะดินแห้งและดินเปียก ๔ รอบ เหมือนมีฤดูแล้งสลับฤดูฝนปีละ ๔ ครั้ง


ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ศึกษาวิจัยและปรับปรุงดินโดยวิธีการแกล้งดินจนประสบผลสามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่พรุให้เพาะปลูกได้ และขยายผลไปยังพื้นที่พรุบ้านโคกอิฐ-โคกโพธิ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวไร่ละ ๕-๑๐ ถัง เป็น ๔๐-๕๐ ถัง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๕ นอกจากนี้ยังนำแนวพระราชดำริแกล้งดินไปใใช้ในพื้นที่พรุแฆแฆ จังหวัดปัตตานี มีการปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท ข้าวพันธุ์แก่นจันทร์ ข้าวพันธุ์เฉี้ยงพัทลุง ข้าวพันธุ์หอมสุพรรณบุรี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ


พุทธศักราช ๒๕๕๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ดำเนินการขอจดสิทธิบัตร และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เลขที่ ๒๒๖๓๗ วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ สำหรับการประดิษฐ์คือ กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก (โครงการแกล้งดิน)


ทำไมดินเปรี้ยว??



ดินเปรี้ยวเพราะเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่อยอยู่ข้างบน และในระดับความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลักษณะเป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรือกำมะถันอยู่มาก ดังนั้น เมื่อดินแห้ง กรดกำมะถันก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด


ดังนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริโครงการ " แกล้งดิน " เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน


เริ่มจากวิธีการ " แกล้งดินให้เปรี้ยว " คือทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น " แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด " จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ วิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดตามแนวพระราชดำริ คือควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์


ซึ่งหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทรงพบว่า ดินในพื้นที่พรุ หรือโพระ ที่มีการชักน้ำออก เพื่อจะนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตรนั้น แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ผล จึงมีพระราชดำริให้ส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่พรุที่มีน้ำแช่ขังตลอดปีให้เกิดประโยชน์ในทางการเกษตรมากที่สุดและให้คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย


 คำอธิบายภาพ : pic5844cf565dbb0pic5

 คำอธิบายภาพ : pic5844cf5673a5dpic5


จากการทดลอง ทำให้พบว่า วิธีการปรับปรุงดินตามสภาพของดินและความเหมาะสม มีอยู่ 3 วิธีการด้วยกัน คือ


1- ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์


2- การปรับปรุงดิน มี 3 วิธีการ ตามสภาพของดินและความเหมาะสม
คือใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด เมื่อล้างดินเปรี้ยวให้คลายลงแล้วดินจะมีค่า pH เพิ่มขึ้นอีกทั้งสารละลายเหล็กและอลูมินั่มที่เป็นพิษเจือจางลงจนทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะถ้าหากใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตก็สามารถให้ผลผลิตได้ การใช้ปูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน เช่น ปูนมาร์ล ปูนฝุ่นซึ่งปริมาณของปูนที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเป็นกรดของดิน การใช้ปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ำชะล้างและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เป็นวิธีการที่สมบูรณ์ที่สุดและใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซึ่งดินเป็นกรดจัดรุนแรง และถูกปล่อยทิ้งเป็นเวลานาน


3- การปรับสภาพพื้นที่ มีอยู่ 2 วิธี คือ

การปรับระดับผิวหน้าดิน ด้วยวิธีการ คือ ปรับระดับผิวหน้าดินให้มีความลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลไปสู่คลองระบายน้ำ ตกแต่งแปลงนาและคันนาใหม่ เพื่อให้เก็บกักน้ำและระบายน้ำออกไปได้


การยกร่องปลูกพืช สำหรับพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล หรือไม้ยืนต้นที่ให้ผลตอบแทนสูง ถ้าให้ได้ผลต้องมีแหล่งน้ำชลประทานเพื่อขังและถ่ายเทน้ำได้เมื่อน้ำในร่องเป็นกรดจัด การยกร่องปลูกพืชยืนต้นหรือไม้ผล ต้องคำนึงถึงการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่นั้น หากมีโอกาสเสี่ยงสูงก็ไม่ควรทำ หรืออาจยกร่องแบบเตี้ย ๆ พืชที่ปลูกเปลี่ยนเป็นพืชล้มลุกหรือพืชผัก และควรปลูกเป็นพืชหมุนเวียนกับข้าวได้

ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช จึงทำให้ประชาชนมีพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตรบนผืนดินผืนนาว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอีกมากมาย พระบาทสมเด็จไม่เคยนิ่งเฉยดูดายต่อปัญหาของประชาชน พระองค์ท่านมีสายพระเนตรมองเห็นปัญหาในขณะที่ไม่มีใครมองเห็น พระองค์ทรงงานแก้ไข และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆจนกระทั่งประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง


ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ



 คำอธิบายภาพ : pic5844cad579c11pic5


ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2525โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในด้านต่าง ๆ ซึ่งได้ทำการศึกษา ทดลอง วิจัย หาแนวทางในการพัฒนาพื้นที่พรุให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดแสดงการดำเนินงานในรูปแบบ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”ไว้เป็นตัวอย่าง และต้นแบบ แก่ผู้สนใจมาศึกษา ดูงาน เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาอาชีพ และขณะเดียวกัน ได้นำผลสำเร็จที่ได้ไปขยายผลในพื้นที่เกษตรกร  โดยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ให้เกษตรกรรู้จักประยุกต์ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนและพึ่งตนเองได้


 คำอธิบายภาพ : 13925374_823701027767301_2839258745771053556_n

 คำอธิบายภาพ : 13962757_823701081100629_2050259686853029417_n

 คำอธิบายภาพ : 13935093_824094447727959_6461102795749672670_n


“เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่คนทุกระดับสามารถที่จะมาดู  จะว่าเป็นโรงเรียนก็ไม่ใช่  แต่ว่าเป็นที่มาดูมาศึกษาก็ได้คือเป็นทัศนศึกษา พานักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยก็ตาม หรือไม่ใช่นักเรียน เป็นข้าราชการทุกชั้นตั้งแต่ชั้นผู้น้อยมาจนถึงชั้นผู้ใหญ่  ทุกระดับทุกอย่าง คือหมายความว่า ทุกหน้าที่สามารถมาดูในแห่งเดียวกัน วิธีการที่จะพัฒนาในสาขาต่างๆ ของวิชาการ อันนี้เท่ากับเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์  ที่จะมาดูอะไร  มีวิชาการใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา นอกจากนั้นไปดูศูนย์ศึกษาก็ไปหย่อนใจก็ได้ เพราะว่าทำงานเครียด ก็ไปเที่ยวศูนย์ศึกษาเหมือนไปเที่ยวสวนสาธารณะก็ได้ ได้ความรู้ด้วย  นี่แหละเป็นหลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนา”


พระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 26 สิงหาคม 2531 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


อย่างไรก็ตาม ” โครงการแกล้งดิน ” มิได้หยุดลงเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง แต่จะต้องดำเนินการต่อไป “…งานปรับปรุงดินเปรี้ยวควรดำเนินการต่อไป ทั้งในแง่การศึกษาทดลองและการขยายผล…” ซึ่งปัจจุบันได้นำผลการศึกษาทดลอง ไปขยายผลแก่ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้จะมีการนำผลของการ “แกล้งดิน” นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดนครนายก และจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย ดังนั้น ” โครงการแกล้งดิน ” จึงเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับราษฎรทั่ว ทั้งประเทศ สร้างความปลื้มปิติ แก่เหล่าพสกนิกรเป็นล้นพ้นที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยอมตรากตรำพระวรกายลงมา “แกล้งดิน” เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ พ้นจากความยากจนกลับ มาเบิกบานแจ่มใสกันทั่วหน้า





เครดิตข้อมูล    : เว็บไซต์สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/ : สำนักงานงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เครดิตภาพ      : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ







ลิงก์ผู้สนับสนุน

Relate topics

แสดงความคิดเห็น

« 7740
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง